โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค
     
 
 
           
   
 
           
     
   

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้พียงพอและทั่วถึง ตามนโยบายและแผนบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ประกาศไว้ว่าจะแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำให้หมดภายใน 4 ปี และจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ เห็นชอบในหลักการให้จัดให้มีระบบประปาหมู่บ้านให้แก่หมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ที่สะอาดให้ครบ 14,580 หมู่บ้าน ภายในปี 2551 โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บรรจุโครงการและงบประมาณไว้ในแผนปฏิบัติการ

ทั้งนี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยกำหนดเป้าหมายให้มีน้ำอุปโภคบริโภคให้ทั่วถึงและพอเพียงภายในปี 2550 และก่อสร้างระบบประปา ระบบกระจายน้ำให้แก่หมู่บ้านที่ยังไม่มีระบบประปาและหมู่บ้านที่มีระบบประปาอยู่เดิม แต่ไม่เพียงพอหรือใช้งานไม่ได้ ให้มีน้ำสะอาดสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ทั่วประเทศ ภายในปี 2551

เพื่อให้นโยบายรัฐบาลที่กำหนดเป้าหมายไว้ โดยให้ทุกหมู่บ้านมีแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึงและพอเพียงภายในปี 2550 รวมทั้งมีระบบประปาครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2551 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการ 3 ประการ คือ

1. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ใช้งบกลาง ปีงบประมาณ 2548 ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการเจาะบ่อน้ำบาดาล และทำจุดจ่ายน้ำในหมู่บ้านที่ยังไม่มีระบบประปาและแหล่งน้ำผิวดิน จำนวน 12,493 หมู่บ้าน โดยเจาะบ่อน้ำบาดาล จำนวน 26,491 บ่อ ในวงเงินงบประมาณ 6,464 ล้านบาท มีแผนการดำเนินงานดังนี้
- ปีงบประมาณ 2548 ขอใช้งบกลางดำเนินการ จำนวน 1,500 บ่อ วงเงิน 366 ล้านบาท เป็นกรณีเร่งด่วน
- ปีงบประมาณ 2550 ดำเนินการ จำนวน 12,500 บ่อ วงเงิน 3,050 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2551 ดำเนินการ จำนวน 12,491 บ่อ วงเงิน 3,048 ล้านบาท

2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการในส่วนที่เหลือ และดำเนินการก่อสร้างระบบประปาผิวดิน จำนวน 1,737 ระบบ และระบบประปาบาดาล จำนวน 12,493 ระบบ รวม 14,230 ระบบ ในวงเงินงบประมาณ 26,509 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2549 - 2551
- ปีงบประมาณ 2549 ดำเนินการ จำนวน 2,230 ระบบ วงเงิน 4,986 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2550 ดำเนินการ จำนวน 7,000 ระบบ วงเงิน 13,229 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2551 ดำเนินการ จำนวน 5,000 ระบบ วงเงิน 8,294 ล้านบาท

3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนการจัดหาแหล่งน้ำบาดาล แหล่งน้ำผิวดิน และก่อสร้างระบบประปาตามที่ได้กำหนดไว้ โดยให้ตั้งงบประมาณดำเนินการตามแผนไว้ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับโอนงบประมาณดังกล่าวให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาเลือกดำเนินการเอง หรือซื้อบริการของกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการเอง

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและดำเนินการต่อไปได้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการในประเด็นที่ 1 ให้ใช้งบกลาง ปี 2548 ดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาล จำนวน 1,500 บ่อ ในวงเงิน 366 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2548 เป็นต้นมาจนแล้วเสร็จเมื่อ 31 ธันวาคม 2548


1. เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในภาวะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน
2. เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ
3. เพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดใช้อุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ และทั่วถึง
พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลโดยการเจาะบ่อน้ำบาดาลในหมู่บ้านที่ยังไม่มีระบบประปาและแหล่งน้ำผิวดิน ปีงบประมาณ 2548 โดยใช้งบกลางดำเนินการ 1,500 บ่อ วงเงิน 366 ล้านบาท
สำนักพัฒนาน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้จัดทำแผนการดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยการพัฒนาและปรับปรุง แหล่งน้ำบาดาล เพื่อให้มีน้ำเพียงพอ และจัดสรรน้ำให้มีการกระจายอย่างทั่วถึง จัดทำการสำรวจธรณีฟิสิกส์ เพื่อกำหนดจุดเจาะบ่อน้ำบาดาลที่มีศักยภาพ ดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาลทำการทดสอบปริมาณน้ำและติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าพร้อมให้บริการแหล่งน้ำอย่างเพียงพอ
ได้เริ่มการปฏิบัติงานเจาะบ่อน้ำบาดาลในช่วงเดือน มิถุนายน - กันยายน 2548 เนื่องจากสำนักพัฒนาน้ำบาดาลต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยเครื่องจักร จำนวน 81 เครื่อง เพื่อดำเนินการเจาะบ่อน้ำบาดาล ในโครงการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ขาดแคลนน้ำภาคตะวันออก (จ.ชลบุรี - จ.ระยอง) เป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา และในช่วงเดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2548 การเบิกจ่ายเงินงบประมาณเหลือจ่ายที่กันเงินเหลื่อมปี เกิดความล่าช้า ทำให้การจัดหาวัสดุ เพื่อใช้ในการดำเนินงานต้องล่าช้าออกไป อีกทั้งพื้นที่ดำเนินการที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ศูนย์ทรัพยากรน้ำบาดาล ภาค 5 จังหวัดตรัง และศูนย์ทรัพยากรน้ำบาดาล ภาค 11 จังหวัดสงขลา หลายแห่งถูกน้ำท่วม จึงไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ในขณะนั้น จึงจำเป็นต้องยืดเวลาการปฏิบัติงานออกไปอีก ต้องรอจนกว่าสภาวะน้ำท่วมคลี่คลายลง จึงได้เริ่มเข้าดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จ