การสำรวจแหล่งน้ำบาดาล
ก่อนที่จะทำการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลหรือเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ใดๆ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการตรวจสอบข้อมูลน้ำบาดาลบริเวณนั้นว่ามีศักยภาพเพียงใด มีชั้นน้ำบาดาลหรือไม่ อยู่ลึกเท่าใด และชั้นน้ำนั้นเป็นชั้นหินหรือชั้นทราย น้ำมีคุณภาพน้ำเป็นอย่างไร เพื่อที่จะประเมินว่าแหล่งน้ำบาดาลที่มีอยู่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ และจะคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจหรือไม่ จะต้องวางแผนการเจาะอย่างไร ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนจะนำมาใช้หรือไม่ วิธีการสำรวจสภาพน้ำบาดาลทัวๆ ไปมี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ การรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น การสำรวจข้อมูลอุทกธรณีวิทยาในสนาม และการสำรวจธรณีฟิสิกส์
1. การรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับธรณีวิทยาของพื้นที่พัฒนา ข้อมูลสภาพภูมิประเทศ ข้อมูลจากแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่ธรณีวิทยา แผนที่อุทกธรณีวิทยา ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม ลักษณะลำน้ำพุ บ่อน้ำบาดาล ประกอบด้วยที่ตั้ง ความลึกของชั้น้ำ ระดับน้ำบาดาล ปริมาณน้ำบาดาล คุณภาพทางเคมีของน้ำบาดาล ข้อมูลหลุมเจาะ และข้อมูลอื่นๆ เพื่อสรุปสภาพอุทกธรณีวิทยาของแหล่งน้ำบาดาลนั้นๆ ก่อนที่จะดำเนินการสำรวจวิธีอื่นๆ ต่อไป
2. การสำรวจข้อมูลอุทกธรณีวิทยาในสนาม (Hydrogeology Investigation) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านอุทกธรณีวิทยาในพื้นที่ที่จะพัฒนาน้ำบาดาล ตรวจสอบควบคู่ไปกับข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รวบรวมไว้ เช่น ตำแหน่งที่ตั้งบ่อบาดาล ลักษณะหินและโครงสร้างทางธรณีวิทยา เป็นต้น ข้อมูลทางด้านธรณีวิทยาจะให้ภาพคร่าวๆ เกี่ยวกับลักษณะชั้นหินหรือชั้นดินอุ้มน้ำ (Aquifer) ชั้นทึบน้ำ (Aquiclude) ขอบเขตของชั้นน้ำบาดาล พื้นที่รับน้ำบาดาล (Recharge Area) ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับน้ำบาดาลในพื้นที่ที่จะเจาะบ่อน้ำบาดาล นับแต่ความลึกของบ่อ ความลึกระดับน้ำบาดาล เครื่องสูบน้ำปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ ตลอดจนระบบไฟฟ้าที่ใช้ในบริเวณนั้น สามารถจะให้ภาพที่ดีเกี่ยวกับน้ำบาดาลจากแหล่งน้ำดังกล่าวทั้งด้านการนำไปใช้ประโยชน์ การขุดเจาะและออกแบบบ่อน้ำบาดาล และเครื่องสูบน้ำ
3. การสำรวจธรณีฟิสกส์ (Geophysics Investigation)
3.1 การสำรวจด้วยธรณีฟิสิกส์บนผิวดิน (surface Geophysics) การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดคุณสมบัติทางกายภาพของชั้นดินและหิน เพื่อค้นหาการสะสมตัวของแหล่งแร่ แหล่งน้ำมันปโตรเลียม หรือลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยา วิธีธรณีฟิสิกส์เป็นการตรวจวัดหรือตรวจจับหาค่าความแตกต่างหรือค่าผิดวิสัย (Anomally) เกี่ยวกับคุณสมบัติทางกายภาพภายไต้ผิวโลก ได้แก่ ความหนาแน่น (Density) สนามแม่เหล็ก (Electromagnetic) ความยึดหยุ่น (Seismic) และความต้นทานไฟฟ้า (Resistivity) คุณสมบัติทางกายภาพที่ตอบสนองแตกต่างกัน นำมาแปลความหมายโครงสร้างธรณีวิทยา ชนิดของหิน ช่องว่าง ความชื้นและคุณภาพของน้ำ เป็นต้น วิธีทางธรณีฟิสิกส์ที่ใช้ได้ผลดีในการสำรวจแหล่งน้ำบาดาล ได้แก่

วิธีสำรวจความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะ ( Electrical resistivity method)
ความต้านทานไฟฟ้าของหินเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านชั้นหินนั้นๆ เมื่อเราให้ศักย์ไฟฟ้า ผ่านลงไปในชั้นหิน ปกติในทางปฏิบัติกระแสจะถูกส่งลงสู่ดิน ผ่านขั้วไฟฟ้าสองขั้วแล้ววัดค่าความต่างศักย์ระหว่างขั้วไฟฟ้าทั้งสอง ซึ่งอยู่แนวเส้นตรงนั้น จากขนาดของค่าความต่างศักย์ที่ลดลง เราสามารถคำนวณค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะของชั้นดินได้ ความต้านทานไฟฟ้าของหินแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับปัจจับหลายอย่างได้แก่ ชนิดของแร่ที่ประกอบชึ้นเป็นหิน คุณภาพของน้ำที่แทรกอยู่ในเนื้อหินและอุณหภูมิ โดยทั่วไปชั้นหินจะมีค่าความต้านทานไฟฟ้าสูงหินร่วนที่มีขนาดตะกอนใหญ่กว่าจะมีความต้านทานไฟฟ้าสูงกว่าชนิดที่มีเม็ดตะกอน
เล็กกว่า แต่ปริมาณน้ำที่แทรกและคุณสมบัติทางไฟฟ้าของน้ำจะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่จะทำให้ความต้านทานไฟฟ้าของหินเปลี่ยนแปลงไป
 

3.2 การสำรวจธรณีฟิสิกส์ใต้ผิวดิน (Sebsurface Geophysics Investigation) เป็นวิธีการสรำวจโดยการหย่อนอุปกรณ์สำหรับวัดค่าทางฟิสิกส์ไปในหลุมเจาะ เพื่อหาค่าคุณสมบัติทางกายภาพของชั้นดินและชั้นหิน คุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำ ความลึกและความหนาของชั้นน้ำหรือโครงสร้างทางกายภาพของหลุมเจาะ การหยั่งธรณีฟิสิกส์ ใต้ผิวดินอาจะประกอบด้วยเทคนิคมากมายหลายวิธี ซึงจะช่วยให้ได้ข้อมูลต่อเนื่องจากผิวดินถึงก้นหลุมเจาะ สามารถหาความสัมพันธ์หรือเปรียบเทียมกับตัวอย่างที่เก็บจากหลุมเจาะนั้น ข้อมูลสามารถแสดงออกเป็นกราฟในจอคอมพิวเตอร์หรือเก็บบันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ แล้วนำไปแปลความได้ง่ายและสะดวก
ก. การหยั่งความต้านทานไฟฟ้าหลุมเจาะ (Borehole Resistivity log) ขั้วกระแสไฟฟ้าและขั้วต่างศักย์ไฟฟ้าสามารถหย่อนลงในหลุมเจาะที่ยังไม่ได้ลงท่อกรุบ่อหรือท่อกันพัง เพื่อวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของวัตถุที่อยู่รอบๆ หลุมเจาะ ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า การหยั่งความต้านทานไฟฟ้าหลุมเจาะ (sesistivity log)
ข. การหยั่งศักย์ไฟฟ้า ( Spontaneous Potential) ศักย์ไฟฟ้าธรรมชาติ (Natural Potential) ของชั้นหินหรือชั้นดินเกิดจากการเปลี่ยนแหลงทางเคมีและทางฟิสิกส์ของสสารต่างกันสองชนิดที่สัมผัส

ขั้นตอนการสำรวจและการพัฒนาน้ำบาดาล
การสำรวจแหล่งน้ำบาดาล
น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดิน แต่น้ำบาดาลมิได้มีทุกหนทุกแห่ง การจะได้มาซึ่งน้ำบาดาล จะต้องมีการสำรวจ โดยวิธีการสำรวจมีด้วยกันหลายวิธี เช่นการสำรวจ ทางอุทกธรณีวิทยา การสำรวจโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ โดยเฉพาะในพื้นที่หาแหล่งน้ำได้ยาก การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลมาก ปัจจุบันมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับการสำรวจหาแหล่งน้ำบาดาล
การสำรวจธรณีฟิสิกส์ เป็นวิธีการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า ของชั้นดินหินที่มีน้ำ โดยการปล่อยกระแสไฟฟ้า ลงไปใต้ดิน แล้ววัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ชั้นดินหินที่มีน้ำอยู่จะมีค่าความต้านทานไฟฟ้าต่ำกว่าดินหินชนิดเดียวกันที่ไม่มีน้ำ ชั้นดินเหนียวมีค่าความต้านทานต่ำกว่าทรายที่มีน้ำ ส่วนทรายแห้งจะมีค่าความต้านทานสูงกว่าทรายที่มีน้ำ จากหลักการทางฟิสิกส์ค่าความต้านทานที่แตกต่างกัน ของชนิดดินหิน ทำให้ทราบว่าที่ใดมีแหล่งน้ำบาดาลอยู่ใต้ดินบ้าง

การตรวจสอบช้นน้ำและการออกแบบบ่อน้ำบาดาล
การตรวจสอบชั้นน้ำ เป็นการน้ำหลักการทางฟิสิกส์ มาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจวัดลักษณะทางกายภาพต่างๆ ภายในหลุมเจาะโดยการหย่อนเครื่องมือทางไฟฟ้าลงในหลุมเจาะ วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบชั้นน้ำเพื่อให้ทราบความหนาและระยะของชั้นน้ำให้แน่นอน จะได้กำหนดท่อกรุ ท่อกรอง ในการออกแบบบ่อได้ถูกต้อง การออกแบบบ่อน้ำบาดาล ขั้นตอนนี้จะทำการล้างบ่อให้สะอาด และใส่ท่อกรุ ท่อกรองในหลุมเจาะตามระยะที่ต้องการ ตามข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบชั้นน้ำ
การตรวจสอบชั้นน้ำ
กรลงท่อกรุ
การเป่าล้างบ่อด้วยเครื่องอัดลม

การทดสอบปริมาณน้ำและการติดตั้งเครื่องสูบ
การทดสอบปริมาณน้ำเป็นการทดสอบโดยการสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยเครื่องสูบยนต์ ในระยะเวลาที่เหมาะสม ให้ทราบคุณสมบัติของบ่อบาดาล (ปริมาณน้ำสูงสุดที่จะสูบได้ ระดับน้ำปกติและระดับน้ำลดภายหลังการสูบ) เพื่อจะได้นำไปกำหนดชนิด ชนาด และระยะติดตั้งของเครื่องสูบที่เหมาะสมต่อไป
คุณสมบัติของบ่อน้ำบาดาล จากข้อมูลการสูบทดสอบปริมาณน้ำ บ่อน้ำบาดาลที่มีคุณสมบัติให้น้ำมากจะติดตั้งเครื่องสูบแบบจุ่มน้ำ (submersible pump) เพื่อทำเป็นระบบประปาชนบท ส่วนท่อน้ำบาดาลที่มีคุณสมบัติให้น้ำน้อยก็จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบมือโยก
การทดสอบปริมาณน้ำ
เครื่องสูบน้ำแบบมือโยก
เครื่องสูบแบบจุ่มน้ำและระบบประ
ปาชนบท
 
การสำรวจแหล่งน้ำบาดาล