บ่อน้ำบาดาลแต่ละบ่อ จะสามารถให้น้ำบาดาลได้ไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในบริเวณเดียวกันก็ตาม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วยกัน โดยหลักเกิดจากปัจจัยทางอุทกธรณีวิทยาและธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่ เนื่องจากน้ำบาดาลจะแทรกอยู่ตามรูพรุน ช่องว่าง หรือรอยแตกในชั้นดินชั้นหิน ซึ่งแต่ละตำแหน่งบนพื้นโลกจะมีไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน และไม่มีความสม่ำเสมอ ส่งผลให้บ่อน้ำบาดาลในแต่ละพื้นที่ มีความสามารถในการให้น้ำได้ไม่เท่ากัน
เมื่อมีการเจาะบ่อน้ำบาดาลแต่ละบ่อแล้วเสร็จ วิธีการที่จะทำให้เราทราบได้ว่าปริมาณน้ำบาดาลจากบ่อนั้นมีเท่าไร ต้องติดเครื่องสูบขนาดไหนจึงจะเหมาะสม หรือควรกำหนดช่วงระยะเวลาในการสูบน้ำขึ้นมาใช้อย่างไร ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชั้นน้ำบาดาล สามารถทำได้โดยการสูบทดสอบปริมาณน้ำบาดาล
การสูบทดสอบปริมาณน้ำบาดาล เป็นกิจกรรมที่ต้องดำเนินการหลังจากเจาะ และพัฒนาบ่อน้ำบาดาลแล้วเสร็จ โดยเป็นการสูบน้ำออกจากบ่อน้ำบาดาล พร้อมใช้อุปกรณ์ในการวัดปริมาณน้ำและจับเวลา เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำที่ลดลง กับระยะเวลาในการสูบน้ำออกจากบ่อ แล้วนำผลที่ได้มาคำนวณ และวิเคราะห์หาปริมาณน้ำสูงสุดของบ่อน้ำบาดาลที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบในอนาคต ทำให้สามารถกำหนดอัตราการสูบ และขนาดของเครื่องสูบที่เหมาะสมกับบ่อน้ำบาดาล
วัตถุประสงค์ของการสูบทดสอบปริมาณน้ำบาดาลเพื่อ
1. เพื่อหาประสิทธิภาพของบ่อน้ำบาดาล
2. เพื่อหาปริมาณน้ำสูงสุดและอัตราสูบของบ่อน้ำบาดาล
3. เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางชลศาสตร์ของชั้นน้ำบาดาล
4. เพื่อประเมินผลกระทบจากการสูบน้ำบาดาล
โดยที่เราสามารถทำการสูบทดสอบปริมาณน้ำบาดาลได้ทั้ง แบบบ่อเดียว (Single Well) ที่ทำการสูบน้ำออกจากบ่อก่อน แล้วจึงวัดระดับน้ำที่ลดลงภายในบ่อเดียวกัน และแบบมีบ่อสังเกตการณ์ (Observation Well) ที่จะทำการวัดระดับน้ำที่ลดลงในบ่อสังเกตการณ์พร้อมกับการสูบน้ำออกจากบ่อเจาะในช่วงเวลาเดียวกัน